ถ้าผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมคงไม่ได้ใส่เสื้อตัวนี้

jirayoon

 

ผมก็เหมือนเด็กมัธยมต้นทั่วไป การเรียนอยู่ระดับปานกลาง ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไร ตอนสอบเข้าเรียนต่อม.4 ผมก็สามารถสอบเข้าได้ แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนของผมครับ ผมสอบได้ลำดับที่ 199 จาก 200!

 

พี่ชายลูกคุณลุงซึ่งเราสนิทกันถึงแม้อายุจะห่างกัน ตอนนั้นผมขึ้น ม.4 พี่เขากำลังจบเป็นเภสัชกร พี่เขาพูดขึ้นว่า “ภัทรแน่ใจหรือว่าเราอยากจะอยู่ตรงนี้ ตรงที่199” มันทำให้ผมมีความรู้สึกว่าผมคงต้องขอคำแนะนำจากพี่แล้ว พี่เขาช่วยหาที่เรียนพิเศษให้ชื่อว่า “คุมอง” พี่พาผมไปที่ศูนย์คุมอง คุณครูที่ศูนย์ได้อธิบายเกี่ยวกับระบบการเรียนแบบคุมองให้ฟังและผมได้ทำแบบทดสอบ ผมได้จุดเริ่มต้นอยู่ที่ระดับ 3A (การบวก1) แสดงให้เห็นว่าการเรียนที่โรงเรียนที่ผ่านมา ที่ผมคิดว่ามันยากนั้นคงเกิดจากพื้นฐานของผมเองที่มีไม่เพียงพอ คุณครูที่ศูนย์เขาถามผมว่า ผมเป็นเด็กมัธยมแล้วแน่ใจเหรอที่จะเรียน แต่ถ้าผมมีความมุ่งมั่นจริงๆ ผมสามารถเรียนทันชั้นเรียนได้แน่นอน แต่ว่าต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ ที่จริงแล้วผมก็พอรู้จักคุมองบ้าง เพราะเคยเห็นเพื่อนเก่งๆ เขาเอาแบบฝึกหัดระดับ M หรือ N ซึ่งเป็นพีชคณิตที่เราจะต้องเรียนตอนมัธยมปลายมานั่งทำที่โรงเรียน ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงเก่ง คุณครูบอกว่าถ้าผมคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ผมต้องตั้งเป้าหมายให้จบระดับสุดท้ายก่อนขึ้น ม.6 นั่นหมายความว่าผมมีเวลาไม่ถึง 2 ปีที่จะเรียนให้จบระดับสุดท้าย คุณครูวางแผนการเรียนแล้วอธิบายว่าผมสามารถที่จะเป็น Completer ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี แต่ผมจะต้องมีความเพียรพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่า ผมพร้อมที่จะสู้หรือไม่ คุณครูบอกผมว่า “ระบบคุมองให้โอกาสกับเด็กทุกๆ คน เพราะเป็นการเรียนเฉพาะตัว ครูก็จะเต็มที่กับเด็กทุกๆ คน ถ้าเขามีความมุ่งมั่นและเพียรพยายาม” คุณครูให้ผมกับพี่ชายกลับไปทบทวนว่าอยากจะเรียนจริงๆ หรือไม่ก่อนที่จะรับสมัคร

 

ผมตัดสินใจสมัครเรียนในวันต่อมา ผมเริ่มเรียนคุมองที่ระดับ 3A ตามจุดเริ่มต้นที่ผมได้จากการทดสอบวัดพื้นฐาน แบบฝึกหัดที่ทำคือเริ่มเรื่องบวก ผมนั่งอยู่ท่ามกลางเด็กอนุบาลและเด็กประถมซึ่งหลายคนทำเรื่องคูณหารกันแล้ว ผมกลับมามองตัวเองว่า ถ้าผมไม่ตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและไม่มุ่งมั่นที่จะทำตามเป้าหมายที่วางไว้ ความรู้ของเราก็คงได้เป็นเพียงเด็กประถม ผมเริ่มทำแบบฝึกหัดจำนวนเยอะขึ้น และแน่นอนต้องมีการทำซ้ำ ซึ่งในครั้งแรกๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซ้ำ ทำไมต้องลบในจุดที่ผิดแล้วแก้ไขให้มันถูกต้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไปผมเข้าใจว่าการทำซ้ำแต่ละครั้งทำให้ผมเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น และการแก้ไขเฉพาะจุดที่ผิดนั้นทำให้ผมมีความระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน ผมใช้เวลา 9 เดือนจึงสามารถจบระดับ I และขึ้นระดับ J (เริ่มเนื้อหาชั้นมัธยมปลาย) ในช่วงปิดเทอม ก่อนขึ้นม.5 คุณครูให้ผมร่วมวางแผนการเรียนในช่วงปิดเทอม ผมขอทำแบบฝึกหัดมากขึ้น เนื้อหาในแบบฝึกหัดเริ่มยากขึ้นมาก เพราะผมเริ่มเรียนทันชั้นเรียนแล้ว ผมใช้เวลาฝึกทำแบบฝึกหัดเรื่องการแยกตัวประกอบ (ระดับ J) กว่า 2 เดือน ซึ่งก็ทำให้ท้อบ้างเหนื่อยบ้าง คุณครูให้กำลังใจผมแล้วก็บอกว่าถึงแม้ว่าผมจะมาเริ่มเรียนคุมองช้ากว่าคนอื่น แต่ถ้าเราค่อยๆ ทำไปอย่างต่อเนื่อง เราก็จะมีความรู้ความชำนาญเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ จากเด็กที่เล่นเกมในยามว่างเหมือนกับเด็กทั่วๆ ไป จะเปลี่ยนมาเป็นเด็กที่มุ่งมั่นใช้เวลาในการฝึกฝนตัวเองให้มีทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ดีเยี่ยม แต่น่าแปลก บนหนทางของความยากลำบากนั้น ทักษะต่างๆ ที่ผมเริ่มสั่งสมจากการทำการบ้านคุมองทุกๆ วันทำให้ผมสามารถจัดสรรเวลาในการดูแลวิชาอื่นด้วยเช่นกัน ถึงแม้วิชาอื่นจะไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่ได้เป็นภาระเวลาสอบเหมือนสมัยมัธยมต้น เมื่อผมเริ่มเรียนเกินชั้นเรียน เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ผมได้เพียรพยายามมาตลอดระยะเวลา 1 ปี มันส่งผลต่อการเรียนของผมจริงๆ แน่นอนครับผมไม่ใช่ที่ 199 อีกต่อไป เมื่อผมจบระดับสุดท้ายของคุมอง (ระดับ O200) ด้วยระยะเวลา 1 ปี 7 เดือน ไม่ต้องพูดถึงผลการเรียนที่โรงเรียนนะครับ เพราะแน่นอนมันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมเห็นอนาคตของการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยผมเลือกคณะเภสัชเป็นอันดับ 1 เหมือนพี่ชายของผม แต่ชีวิตก็ไม่เหมือนละครใช่ไหมครับ ผมไม่ติดเภสัช แต่ผมก็ติดวิศวะซึ่งเป็นอีกวิชาหนึ่งที่ผมชอบครับ ผมคิดว่าถ้าผมได้เริ่มเรียนคุมองตั้งแต่ยังเล็กผมคงมีโอกาสที่ดีกว่านี้ และผมก็นึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าผมไม่ได้เรียนคุมอง ชีวิตตอนนี้ของผมจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

สำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัย เด็กมัธยมหลายๆ คน ที่ก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีอิสระมาก  แน่นอนว่าจะต้องพบเจอกับความยากลำบากในการเรียน การบริหารจัดการเวลาในการเรียน และการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะปี 1 แต่สำหรับผมทักษะที่ได้จากคุมองไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความรับผิดชอบและทางวิชาการ ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ต้องใช้คณิตศาสตร์อย่างมาก ทำให้ผมสามารถเรียนได้อย่างราบรื่น และมีเวลาในการทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับเพื่อนๆ และคณะ

 

อยากบอกน้องๆ ทุกคนว่า ไม่มีใครที่จะเปลี่ยนแปลงเราได้นอกจากตัวของเราเอง อย่าคิดว่าเป็นเด็กมัธยมแล้วจะช้าเกินไป ทุกๆ คนมีโอกาส คุมองไม่เหมือนการเรียนกวดวิชา คุณจะเริ่มที่อายุเท่าไรก็ได้ เพราะคุมองเป็นการเรียนเฉพาะตัวเพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีและมีเป้าหมายอย่างชัดเจน เพียงน้องๆ คิดที่จะเริ่มและมีความมุ่งมั่น จงเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลครับ

 

น้องภัทร ภัทรพงศ์ ยศบุตร (จบระดับสุดท้ายวิชาคณิตศาสตร์ ปี 2016)

ปัจจุบัน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]

อ่านเรื่องราวความประทับใจอื่นๆ ได้ที่นี่

คุมองเป็นการเรียนเฉพาะตัว ไม่ต้องแข่งกับคนอื่น แต่แข่งกับตัวเอง

ด้วยความเป็นคุณครูอนุบาล เราพบเสมอว่าพอเปิดเทอมลูกศิษย์ส่วนใหญ่จะลืมสิ่งที่ได้เรียนไปเมื่อเทอมก่อน เด็กนั้นจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นก็จะลืม!

การฝึกฝนทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ

ด้วยความเป็นคุณครูอนุบาล เราพบเสมอว่าพอเปิดเทอมลูกศิษย์ส่วนใหญ่จะลืมสิ่งที่ได้เรียนไปเมื่อเทอมก่อน เด็กนั้นจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นก็จะลืม!

การทดลองเรียนฟรี! เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

เริ่มเรียนคุมองจากการทดลองเรียนฟรีค่ะ ตอนนั้นเรียนอยู่อนุบาล 3 ปัจจุบันจบระดับสุดท้ายวิชาภาษาอังกฤษ EFL ขณะเรียนอยู่ ม.3